ติดต่อเรา
+66 96-551 9996ติดต่อเรา
+66 96-551 9996อีเมล
[email protected]
ราคาต่อตารางเมตรที่ดีต้องย้อนกลับไปหาข้อมูลต้นทางได้
สำหรับบริษัทรับสร้างบ้าน ความท้าทายไม่ใช่เพียงตอบว่าบ้านราคาเท่าไรต่อตารางเมตร แต่ต้องอธิบายได้ว่าตัวเลขอ้างอิงข้อมูลชุดใด อัปเดตเมื่อใด และหมวดงานใดทำให้ราคาขยับ หากฐานข้อมูลมีเพียง “ราคาสัญญา ÷ พื้นที่รวม” บริษัทจะเห็นค่าเฉลี่ย แต่ไม่เห็นสาเหตุ
บทความนี้จึงมองจากหลังบ้านของบริษัท ต่างจากคู่มือเจ้าของบ้านในบล็อกหมายเลข 54 โดยเน้นโครงสร้างข้อมูล กระบวนการอัปเดต และการนำผลจากโครงการจริงกลับมาใช้กับงานใหม่
1. สร้างรหัสต้นทุนกลางก่อนเก็บข้อมูล
BOQ ของแต่ละโครงการอาจเรียกชื่อวัสดุและงานไม่เหมือนกัน หากไม่มีรหัสหมวดกลาง ข้อมูลจะรวมและเปรียบเทียบไม่ได้ บริษัทควรกำหนด Cost Code ที่ใช้เหมือนกัน เช่น
• งานเตรียมพื้นที่และงานชั่วคราว
• ฐานรากและโครงสร้าง
• หลังคาและกันซึม
• ผนัง ประตู หน้าต่าง และผิวสำเร็จ
• ไฟฟ้า สื่อสาร และ Smart Home
• ประปา สุขาภิบาล และสุขภัณฑ์
• ปรับอากาศและระบายอากาศ
• งานบิลต์อิน
• งานภายนอก รั้ว และภูมิทัศน์
• ค่าแรง ค่าเครื่องมือ และค่าใช้จ่ายหน้างาน
Cost Code เดียวกันควรถูกใช้ตั้งแต่ประมาณราคา ใบสั่งซื้อ รายงานหน้างาน ไปจนถึงต้นทุนปิดโครงการ
2. เก็บข้อมูลสี่ชั้น ไม่ใช่เฉพาะราคาซื้อ
แต่ละรายการควรเชื่อมข้อมูลอย่างน้อยสี่ชั้น
ชั้นที่ 1: ปริมาณตาม BOQ
หน่วย ปริมาณ สเปก และแบบอ้างอิง
ชั้นที่ 2: ราคาฐาน
ราคาวัสดุ ค่าแรง ค่าขนส่ง วันที่อัปเดต และแหล่งข้อมูล
ชั้นที่ 3: ราคาผูกพัน
ราคาตามใบเสนอราคาซัพพลายเออร์หรือใบสั่งซื้อ พร้อมอายุราคาและเงื่อนไขชำระเงิน
ชั้นที่ 4: ต้นทุนจริง
จำนวนที่ใช้จริง ราคาจริง ของเสีย งานแก้ และค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
โครงสร้างนี้ช่วยแยกได้ว่า ต้นทุนเกินเพราะราคาเพิ่ม ปริมาณคลาดเคลื่อน แบบเปลี่ยน หรือประสิทธิภาพหน้างาน
3. ทำ Price Book แบบมีเวอร์ชัน
การเขียนทับราคาฐานทุกครั้งทำให้ตรวจย้อนหลังไม่ได้ ควรเก็บเวอร์ชัน เช่น 2569-Q2, 2569-Q3 พร้อมวันที่และพื้นที่ที่ใช้ราคา เชียงใหม่ ลำพูน หรือพื้นที่ขนส่งพิเศษอาจมีค่าต่างกัน
เมื่อประมาณโครงการใหม่ ระบบควรระบุชัดว่าใช้ Price Book เวอร์ชันใด และรายการใดถูกแทนด้วยใบเสนอราคาปัจจุบัน
4. อัปเดตแบบรายหมวด ไม่ใช้ดัชนีเดียวทั้งโครงการ
เดือนสิงหาคม 2569 สนค. รายงานดัชนีวัสดุก่อสร้างรวมเพิ่ม 6.1% เมื่อเทียบปีก่อน แต่หมวดไฟฟ้าและประปาเพิ่ม 12.7% ผลิตภัณฑ์คอนกรีตเพิ่ม 9.6% ขณะที่ปูนซีเมนต์ลด 0.2% และเหล็กลด 0.6%
ดัชนีจึงเหมาะเป็นสัญญาณให้ตรวจราคา ไม่ใช่ตัวแทนราคาซื้อทุกชิ้น กระบวนการที่เหมาะสมคือ
1. ระบุ Cost Code ที่เกี่ยวข้องกับหมวดที่ขยับ
2. ตรวจใบเสนอราคาและรายการซื้อจริงล่าสุด
3. ปรับราคาฐานเฉพาะรายการที่มีหลักฐานใหม่
4. คำนวณผลกระทบต่อ Cost Plan ของบ้านแต่ละกลุ่ม
5. ออกราคาต่อตารางเมตรเวอร์ชันใหม่พร้อมวันมีผล
5. แบ่งฐานข้อมูลเป็นกลุ่มบ้านที่เทียบกันได้
ราคาต่อตารางเมตรของบริษัทไม่ควรเป็นค่าเฉลี่ยก้อนเดียว ควรแบ่งกลุ่มตามตัวแปรที่อธิบายต้นทุน เช่น
• ชั้นเดียวหรือหลายชั้น
• รูปทรงกะทัดรัดหรือมีผนังภายนอกมาก
• สัดส่วนพื้นที่ภายใน ระเบียง และโรงจอดรถ
• ระดับสเปก
• ปริมาณกระจกและงานสั่งทำ
• ระบบประกอบอาคาร
• สภาพดิน ทางเข้า และระยะขนส่ง
แต่ละกลุ่มควรมีจำนวนโครงการอ้างอิง วันที่ของข้อมูล ค่ากลาง ช่วงกระจาย และรายการผิดปกติที่ถูกตัดออก พร้อมเหตุผล
6. ใช้ข้อมูลสองทิศทาง
จากบนลงล่าง: ใช้ข้อมูลโครงการจริงสร้างช่วงราคาต่อตารางเมตรสำหรับงานใหม่ในช่วง Brief
จากล่างขึ้นบน: เมื่อแบบพัฒนา ใช้ปริมาณและราคาตาม BOQ สร้าง Cost Plan แล้วคำนวณกลับเป็นราคาต่อตารางเมตร
หากตัวเลขสองทิศทางต่างกันมาก ระบบควรแจ้งให้ผู้ประมาณราคาตรวจ ไม่ควรเฉลี่ยให้ตัวเลขดูลงตัว ความแตกต่างอาจบอกว่าบ้านมีรูปทรง สเปก หรือเงื่อนไขพิเศษกว่ากลุ่มอ้างอิง
7. แยก Variance ให้เป็นสาเหตุ
เมื่อจบงาน ควรเทียบงบประมาณกับต้นทุนจริงในระดับ Cost Code และจำแนกความต่าง เช่น
• Price variance: ราคาซื้อต่างจากฐาน
• Quantity variance: ปริมาณใช้จริงต่างจาก BOQ
• Design variance: แบบหรือสเปกเปลี่ยน
• Productivity variance: ชั่วโมงแรงงานหรือเครื่องจักรต่างจากแผน
• Waste and rework: ของเสีย งานเสียหาย และการแก้ไข
• Time variance: ระยะเวลาก่อสร้างยาวขึ้นจนเพิ่มค่าใช้จ่ายหน้างาน
การเก็บเพียงยอดเกินงบรวมไม่ช่วยทำนายโครงการถัดไป แต่การเก็บสาเหตุช่วยให้รู้ว่าควรแก้ฐานราคา ปริมาณมาตรฐาน หรือกระบวนการทำงาน
8. กำหนดสิทธิ์และรอบอนุมัติข้อมูล
ไม่ใช่ทุกคนควรแก้ราคาฐานได้โดยไม่มีร่องรอย บริษัทควรกำหนดว่าใครเสนอราคาใหม่ ใครตรวจ และใครอนุมัติ พร้อมเก็บวันที่ เอกสารอ้างอิง และหมายเหตุการเปลี่ยนแปลง
ตัวชี้วัดที่ควรดู
• ความคลาดเคลื่อน BOQ กับปริมาณจริงรายหมวด
• ความคลาดเคลื่อนราคาฐานกับราคาซื้อ
• ต้นทุนของเสียและงานแก้
• ระยะเวลาตั้งแต่เสนอราคาถึงสั่งซื้อ
• ราคาต่อตารางเมตรก่อนออกแบบ เทียบกับ BOQ และต้นทุนจริง
• จำนวนรายการที่ยังใช้ราคาฐานเกินอายุ
• ผลกระทบของงานเพิ่ม–ลดที่เกิดจากเจ้าของ แบบ และหน้างาน
ผลลัพธ์ที่ควรส่งต่อให้ทีมขายและเจ้าของบ้าน
ระบบข้อมูลภายในที่ดีไม่ควรกลายเป็นกล่องดำ ทีมขายควรได้รับช่วงราคาตามประเภทบ้าน รายการรวม–ไม่รวม วันที่ราคา และปัจจัยที่ต้องสำรวจเพิ่ม ส่วนเจ้าของบ้านควรเห็นสมมติฐาน ระดับสเปก และจังหวะที่ราคาจะถูกตรวจด้วย BOQ
สรุป
บริษัทที่มีข้อมูลก่อสร้างไม่ได้ได้เปรียบเพราะมีตัวเลขจำนวนมาก แต่ได้เปรียบเมื่อข้อมูลทุกตัวเชื่อมกลับไปยัง BOQ เอกสารซื้อ และต้นทุนจริงได้ ราคาต่อตารางเมตรจึงกลายเป็นข้อมูลที่มีเวอร์ชัน อธิบายได้ และปรับตามบ้านแต่ละประเภท ไม่ใช่ตัวเลขตลาดที่บวกเปอร์เซ็นต์เดียวทุกครั้งที่วัสดุเปลี่ยน
ข้อมูลประกอบเรื่องดัชนีวัสดุเดือนสิงหาคม 2569:
https://www.cm-greeneryproperties.com/th/news-amp-promotion/detail/31/วัสดุก่อสร้าง-ส-ค-2569-ดัชนีเพิ่ม-6-1-percent-แต่ราคาไม่ได้ขึ้นทุกหมวด
แหล่งข้อมูล:
สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) https://www.tpso.go.th/news/2609-0000000004